ประเภทกล้องวงจรปิด

ประเภทกล้องวงจรปิด

หากจะแบ่งกล้องเป็นประเภท คงแบ่งได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับจะใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ ซึ่งจะขอแบ่งประเภทกล้องตามที่ได้พบ ซึ่งไม่ได้เป็นอะไรที่กำหนดตายตัว เพียงแค่เป็นแนวทางให้เห็นภาพรวมเท่านั้น

1.แบ่งตามสีของสัญญาณภาพ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

– กล้องสี (Color)

– กล้องขาวดำ (Black and White)

ประเภท กล้องวงจรปิด

2.แบ่งตามสถานที่ของการติดตั้ง

– กล้องติดตั้งภายในอาคาร

– กล้องติดตั้งภายนอกอาคาร

จริงๆแล้วกล้องติดตั้งภายนอกอาคาร เราสามารถนำกล้องภายในอาคารที่อาจเป็นกล้อง สี-ขาว-ดำ ทั้งแบบ Analog หรือ IP มาติดตั้งในกล่องใส่กล้อง (Housing) ที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม และการทำลาย

กล้องวงจรปิด

3.แบ่งตามรูปแบบของการติดตั้ง

– กล้องโดมแบบ Fixed

– กล้องโดม PTZ แบบ ติดเพดาน

– กล้องโดม PTZ แบบ Pipe

– กล้องโดม PTZ แบบ ติดพนัง

ในแต่ละแบบก็มีแบบที่ติดตั้งภายใน และภายนอกอาคาร และยังมีที่เป็นแบบกล้องสี-กล้องขาวดำ-กล้องDay/Night รวมถึงแบบที่เป็นแบบอนาล็อก และ IP สิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติภายในตัวกล้อง ส่วนรูปแบบการติดตั้งเป็นลักษณะภายนอกในเรื่องของการติดตั้ง

4.แบ่งตามรูปแบบการส่งผ่านสัญญาณภาพ

– กล้องอนาล็อก

– กล้อง IP

หากเป็นกล้องอนาล็อก ตุณสามารถต่อเข้าจอรับภาพเพื่อดูภาพได้ แต่หากเป็นกล้อง IP จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรม Web Browser อาทิ Internet Explorer , Firefox (โดยในการเรียกภาพของกล้อง IP ที่มีรูปแบบการบีบอัดภาพแบบ MPEG-4 และ H.264 อาจต้องมีการติดตั้งและเปิดการใช้งาน ActiveX หรือ บางครั้งอาจต้องใช้ Java ร่วมด้วย ส่วนการดูภาพที่มีแบบ MJPEG ส่วนมากไม่ต้องมีการติดตั้งอะไรเพิ่ม

5.แบ่งตามการใช้งาน

– กล้อง Fixed

– กล้อง PTZ

กล้อง PTZ คือ กล้อง Pan-Tilt-Zoom สามารถที่จะหมุน-ส่าย ก้ม-เงย รวมถึงการดึงภาพเข้ามา ใกล้-ไกล ได้ด้วย

6.แบ่งตามความสารถในการจับภาพในที่มืด

– กล้อง Day-Night กล้องที่ออกแบบมาให้มีความสามารถจับภาพในพื้นที่ที่มีแสงสว่างอยู่มาก และ น้อยได้ แต่ยังคงต้องมีแสงสว่างอยู่บ้าง กล้อง Day/Night มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป อาทิ Color Camera with B/W Mode คือกล้อง Day/Night ในสมัยก่อน ที่ภาวะแสงมากกล้องจะให้ภาพที่มีสี แต่หากแสงสว่าง จะให้ภาพ ขาว-ดำ

Day/Night Camera กล้องที่ออกแบบมาใช้จับภาพได้ทั้งในพื้นที่ที่มีแสงและมีแสงน้อย กล้อง Day/Night ปัจจุบันพัฒนาขึ้น นั่นคือ ภาวะที่ยังพอมีแสงสว่างและไม่ต่ำกว่าระดับความสว่างที่กล้องกำหนด จะยังคงความเป็นสีไว้ได้

แต่การจะเลือกกล้อง Day/Night สิ่งที่ควรระวังคือ  การโฟกัสเลื่อนในเวลากลางคืน ซึ่งจะขอกล่าวอย่างละเอียดอีกครั้ง ในหัวข้อเกี่ยวกับเลนส์และเรื่องของกล้อง

– กล้อง IR หรือ กล้องอินฟราเรด เป็นกล้องที่ออกแบบมาใช้จับภาพในที่มืดสนิท อาศัยหลักการของการส่งรังสีอินฟราเรด หรือที่รู้จักกันว่าเป็นรังสีสีแดง (เนื่องจากอยู่ใต้แถบสีแดง) และเนื่องจากตาของคนเรามองไม่เห็น รังสีนี้จึงไม่เกิดการรบกวนการมองเห็นของมนุษย์ จึงมักนำมาใช้จับภาพในที่ที่มีแสงสว่างน้อย กล้อง IR จะให้ภาพที่เป็นขาวดำ และจะสว่างมากในบริเวณที่มีความของแสง IR สูง ส่วนมากเป็นบริเวณกลางภาพ แต่ข้อเสียคือ กล้อง IR ระยะจับภาพจะสั้น ส่วนมากระยะหวังผลมักอยู่ในช่วง ไม่เกิน 10 เมตร เพราะถูกจำกัดด้วยระยะทางของแสง  แต่มีบางผลิตภัณฑ์ที่ ใช้หลอด IR ที่มีกำลังส่งสูง สามารถส่งได้ไกลขึ้น  แต่ราคาก็จะสูง

นอกจากนี้  ยังสามารถใช้หลอด IR ล้วนๆ กับกล้องแบบ Day/Night ที่รองรับรังสีนี้ได้ เพื่อเพิ่มความสารถในการจับภาพในที่มืด

–  กล้อง Thermal หรือกล้องตรวจจับความร้อน ออกแบบเพื่อใช้จับภาพในที่มืด  เพราะใช้หลักการจับความร้อนจึงไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่างกล้อง Thermal จะให้ภาพที่เห็นเป็นเพียงเค้าโครง ไม่เห็นรายละเอียด ถ้าจะใช้จับภาพคน จะเป็นเพียงตรวจจับได้ว่ามีผู้บุกรุก แต่ไม่สามารถบอกนหน้าตาได้ กล้อง  Thermal มักใช้ในทางการทหาร แต่ก็ได้มีการนำมาประยุกต์ใช้ติดตั้งในพื้นที่หวงห้าม เพราะกล้อง Thermal สามารถจับภาพได้ไกลมากกว่ากล้องอินฟราเรด

7.แบ่งตามความคงทนของการใช้งาน

– กล้องภายนอกอาคารจะไม่ทนทานต่อการทำลายล้าง

– กล้องแบบ Vandal Resistant อาจรวมถึงการทนต่อแรงระเบิดด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นกล้องที่มีความทนทานมาก สามารถทนแรงกระแทก-ไฟ-ระเบิด กล้องแบบ Vandal Resistant มีความทนทานสูงมากแต่ราคาแพง

8.แบ่งตามความละเอียดในสัญญาณภาพที่ได้

-กล้องความละเอียดสูง

-กล้องธรรมดา

9.แบ่งตามรูปลักษณ์ภายนอกของกล้อง

– Bullet Camera เป็นกล้องที่ออกแบบ เพื่อให้มีขนาดเล็ก เหมาะกับการซ่อนไม่ให้ใครรู้ว่ามีการติดตั้งกล้อง

– PCB Camera กล้องที่ไม่ได้ทำการใส่กล่อง หรือบรรจุภัณฑ์ เหมาะกับการนำไปติดตั้งในอุปกรณ์ต่างๆเพื่อไม่ให้ใครทราบว่ามีการติดตั้งกล้อง

– กล้องที่มีรูปทรง อาทิ  กล้องที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือน Smoke Detector , ป้ายทางออก ฯลฯ

7 ขอควรรู้ ก่อนเข้าเฝ้า น้อมถวายความอาลัย

7 ขอควรรู้ ก่อนเข้าเฝ้า น้อมถวายความอาลัย

หากใครที่จะไปเข้าเฝ้า น้อมถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนไปคือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

เนื่องด้วยสำนักพระราชวัง มีการประกาศเผยแพร่ เรื่อง การถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ  โดย พระราชทานพระราชานุญาติให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบแล้ว 15 วัน แต่ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้ประกาศเลื่อนการเปิดให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ โดยกำหนดเป็นวันที่ 29 ต.ค. 59 เวลา 09.00-16.00 น. จากเดิมที่ให้เข้าในช่วงบ่ายของวันที่ 28 ต.ค. 59 วันนี้ เราจึงขอมาแนะนำการเตรียมตัวสำหรับประชาชนทั่วไปที่จะเข้าเฝ้าฯ น้อมถวายความอาลัยพระบรมศพ ซึ่งมีดังตอไปนี้

  1. ควรศึกษาเส้นทางการเดินทาง โดยรถสาธารณะ เรือโดยสารสาธารณะ รวมทั้งรถที่เอกชน-ประชาชนร่วมกันจัดให้บริการแก่ประชาชน หากเป็นไปได้ท่านไม่ควรนำรถส่วนตัวเข้าไปในพื้นที่เขตพระนครชั้นใน  ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากมีที่จอดรถจำนวนจำกัด และอาจกีดขวางการจราจร
  2. สำหรับการแต่งกาย กางเกงรัดรูป กางเกงขาด และกางเกงปะ ใส่เข้าไปไม่ได้ สำหรับเสื้อไม่มีแขนห้ามใส่ แต่เสื้อยืดคอกลมมีแขน ไม่มีปกสามารถใส่ได้
  3. ส่วนรองเท้า ถ้าใครใส่รองเท้าแตะหรือว่ารองเท้ารัดส้น สามารถใส่ไปได้ แต่ว่าก่อนเข้าไปไหว้ท่าน ต้องถอดวางด้านนอก ถ้าเป็นหุ้มส้นใส่เข้าไปได้เลย ส่วนใครที่ไม่สะดวกหุ้มส้น ก็ใส่แตะหรือรัดส้นได้ เอาถุงไปเผื่อใส่รองเท้าไว้ด้วยก็ดี ถ้ากลัวหาย
  4. ควรเตรียมร่างกายให้พร้อม และสิ่งของประจำตัว เนื่องจากการเข้าเฝ้าฯถวายบังคมพระบรมศพ มีประชาชนหลั่งไหลเข้าพระบรมมหาราชวังเป็นจำนวนมาก ควรเตรียมผ้าเช็ดหน้า ยาดม ยาหอม พัดมือ ร่มหรือหมวก รวมถึงน้ำดื่มไปด้วย
  5. ควรสอบถามข้อมูลจากเจ้าพนักงาน และเข้าแถวให้เป็นระเบียบ สำหรับประชาชนที่เดินทางเข้าเฝ้าถวายบังคมพระบรมศพ ควรจะสอบถามเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ไปร่วมสักการะในบริเวณนั้นเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาและจะได้เข้าคิวได้อย่างเป็นระเบียบและถูกต้อง
  6. เมื่อตอนเข้าไปไหว้ท่าน เจ้าหน้าที่จะให้ยืดแขนและแตะไหล่คนที่อยู่ด้านหน้า ให้ทำตาม เพราะไม่งั้นจะไม่มีที่ว่างพอให้เราได้ก้มกราบ เพราะคนจะเยอะมากๆๆ แต่การจัดการจะค่อนข้างไว พอเข้าไปแล้วไม่รอนาน
  7. สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การหยิบยื่นน้ำใจให้แก่กัน ไม่ทำให้พื้นที่นั่นสกปรก และช่วยกันรักษาความสะอาดในสถานที่ หากพบเจอเศษขยะ รวมถึงไม่ควรจุดเทียนถวายอาลับที่บริเวณกำแพงพระบรมมหาราชวังโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดรอยไหม้ได้ ตามที่ในข่าวประจำวัน

เที่ยวชมด้วยรถรางที่ฮังการี

เที่ยวชมด้วยรถรางที่ฮังการี

%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%ae%e0%b8%b1

ฮังการีได้ชื่อว่าเป็นเมือง ม็อดยอรอสาก และได้รับสมญานามว่า ไข่มุกแห่งแม่น้ำดานูบ โดยตั้งอยู่ใกล้กับโรมาเนีย, สโลวาเกีย, ออสเตรีย. เซอร์เบีย ซึ่งไม่มีส่วนใดของประเทศติดกับทะเล มีเมืองหลวงคือ บูดาเปสต์ บทบาทส่วนใหญ่ของประเทศนี้เป็นศูนย์กระจายสินค้าของยุโรป  หลายคนคงเคยได้ยินชื่อของประเทศนี้แต่น้อยคนนักที่จะได้มาท่องเที่ยว เพราะอาจไม่ใช่ที่ท่องเที่ยวยอดนิยมเท่ากับญี่ปุ่น เกาหลี อังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา แต่ขอบอกเลยว่าหากใครที่ยังไม่เคยมาหรือมองห้ามไปละก็ ขอบอกเลยว่าคุณพลาดมาก แต่จะเป็นเพราะอะไรนั้น วันนี้เราจึงมาแนะนำทริปเที่ยวยอดนิยมที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากนักท่องเที่ยวกัน นั่นคือ การนั่งรถรางเพื่อเที่ยวชมภูมิทัศน์ นั่นเอง

หากข้ามสะพานโซ่ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ จะถึงเนินปราสาทหรือคาสเซิลฮิลล์ ( Castle Hill /Várhegy ) และสถานีรถรางขึ้นเขา (Buda Castle Funicular / Budavári ) เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1870 เป็นรถรางที่เก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจาก Reisszug / Reißzug ) ในประเทศออสเตรีย) จุได้ 24 คนต่อเที่ยวบนรางยาว 95 เมตรระหว่างทางจะได้เห็นวิวทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ของฝั่งเปสต์และแม่น้ำดานูบ ขึ้นไป ถึงก็จะเจอรูปปั้นของนกตูรุล (Turul Bird ) ลักษณะคล้ายนกเหยี่ยว ลักษณะแทนอำนาจความเข้มแข็งและความสง่างาม เป็นนกที่สำคัญมากในเชิงประวัติศาสตร์การก่อตั้งประเทศแมกยาร์ เพราะนกในเทพนิยายตัวนี้ได้มาปรากฏในความฝันของภรรยาท่านผู้นำเผ่า ก่อนที่ท่านจะอพยพมาตั้งรกรากในแผ่นดินแห่งนี้

หากไม่ใช่รถรางก็มีทางเดินขึ้นเนินได้จากทาง Király lépcsö หรือ The Royal Steps ทางด้านเหนือ ของคาสเซิลฮิลล์ เมื่อมาถึงด้านบนแล้ว จะมีรถม้ามาจอดรอนักท่องเที่ยวพาเที่ยวชมแบบสบายๆ แต่จริงๆ แล้วบริเวณนี้ไม่ได้กว้างมาก เดินอย่างเดียวก็ทั่ว หรือจะใช้วิธีนั่งรถเมล์สาย 16 ดูวิวไปเรื่อยๆ มีจอดตามจุด  ต่างๆทั่วบริเวณคาสเซิลฮิลล์ ซึ่งหากใครมาแล้ววิธีเที่ยวแบบนี้นับว่าห้ามพลาดเลยทีเดียว

Tips : ใครที่อ่านบทความนี้จบแล้ว และอยากที่จะเดินทางไปเราก็แนะนำว่าให้สำรวจเส้นทางกันดีๆ  รวมทั้งในเรื่องของค่าเงินที่มักจะผันแปรตลอดเวลา  อีกทั้งต้องดูในเรื่องของการจราจรหากใครที่อยากจะ เช่ารถและขับไปชมวิวทิวทัศน์ของฮังการี เพราะกฎหมายของบ้านเราและบ้านเค้าไม่เหมือนกัน เกิดอะไร ขึ้นมานักท่องเที่ยวอย่างเราๆจะพูดว่าไม่รู้เรื่องอะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็เพื่อเซฟตนเองในระดับหนึ่งด้วย และ หากมีปัญหาหรือเหตุสุดวิสัยอันใด สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (36-1) 438-4020 หรือช่องทาง consular@thaiembassy.hu  หรือ  vizum@thaiembassy.hu ได้เลย

 

 

 

ท้าพิสูจน์…สะพานมังกร (Dragon Bridge / Zmajski most)

ท้าพิสูจน์…สะพานมังกร (Dragon Bridge / Zmajski most)

Berger Group, 2013.
Berger Group, 2013.

หากใครไปเยือน เมือง ลูเบียน่า เราแนะนำให้ท่านต้องไปท้าพิสูจน์ที่นี้เลย สะพานมังกร แต่จะเป็นการท้าพิสูจน์เรื่องอะไรนั้น เชิญติดตามกันได้เลย

สะพานมังกร หรือ Zmajski most เป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของเมือง ลูเบียน่า ประเทศสโลวีเนีย โดยสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1900-ค.ศ.1901  โดย มังกร หรือ Dragon เป็นสัญลักษณ์แทนความกล้าหาญ พลังอำนาจ และความมั่งคั่งยิ่งใหญ่ตามตำนานของหลายๆประเทศ  โดยบางคนเชื่อกันว่ามังกรแห่งลูเบียน่าคือ Saint George นักรบในตำนาน และยังมีปรากฏรูปปั้นอยู่ที่หน้าปราสาทลูเบียน่าอีกด้วย

สะพานนี้ตอนแรกตั้งใจจะสร้างให้เทิดพระเกียรติ จักรพรรดิดิฟรานซ์ โยเซฟที่ 1 (Franz Joseph I ) แห่งราชวงศ์ฮับสบวร์กที่เข้ามาปกครองประเทศอยู่ 40 ปี (ค.ศ.1848 ถึง 1888 ) โดยใช้ชื่อว่า the Jubilee Bridge of the Emperor Franz Josef I  แต่สร้างเสร็จไม่ทันกำหนด จึงเปลี่ยนเป็น dragon bridge กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมือง

มีตำนานกล่าวไว้ว่า 1 ในมังกร 4 ตัวที่อยู่บนสะพานนี้ คือตัวที่เจสันกับลูกเรือได้ฆ่าตายลง ขณะเดินทางตามล่าขนแกะทองคำ ใครที่สนใจเรื่องราวแบบเต็มๆ แนะนำให้ไปดูหนังเรื่อง อภินิหารขนแกะทองคำ นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าหาหญิงพรหมจารีเดินข้ามสะพานนี้ เหล่ามังกรจะพร้อมใจกันกระดิกหางให้ งั้นใครอยากพิสูจน์…ก็เชิญทางนี้ได้เลย

หากใครที่อ่านบทความนี้จบแล้ว และอยากที่จะเดินทางไปเราก็แนะนำว่าให้สำรวจเส้นทางกันดีๆ รวมทั้งในเรื่องของค่าเงินที่มักจะผันแปรตลอดเวลา  อีกทั้งต้องดูในเรื่องของการจราจรหากใครที่อยากจะเช่ารถและขับไปชมวิวทิวทัศน์ของสโลวิเนีย เพราะกฎหมายของบ้านเราและสโลวิเนียไม่เหมือนกัน เกิดอะไรขึ้นมานักท่องเที่ยวอย่างเราๆจะพูดว่าไม่รู้เรื่องอะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็เพื่อเซฟตนเองในระดับหนึ่งด้วย และหากมีปัญหาหรือเหตุสุดวิสัยอันใด สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ + 43 (1) 478.33.35 หรือช่องทาง E-mail : embassy@thaivienna.at

Tips : ทุกๆสุดสัปดาห์ หลังพระอาทิตย์ตกดิน นักท่องเที่ยวและผู้คนมากมายจะเห็นการแสดงมังกรพ่นไฟ หรือที่รู้จักกันว่า ลมหายใจมังกรที่มีความสวยงามตระการตามาก อีกทั้งยังทีกิจกรรมล่องเรือเพื่อพาชมการแสดงลมหายใจมังกรอย่างใกล้ชิดอีกด้วย ซึ่สะพานมังกร (Dragon Bridge / Zmajski most) จัดเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมือง ลูเบียน่า ประเทศสโลวีเนีย ทำเงินให้กับประเทศเป็นจำนวนไม่น้อยเลย หากใครสนใจและยังไม่รู้ว่าสโลวิเนียมีสถานที่ท่องเที่ยวอะไรบ้าง เราแนะนำให้มาทีนี้ รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังแน่นอน

ถ้ำพอสตอยนา (Postojna Cave / Postojnska jama)

ถ้ำพอสตอยนา (Postojna Cave / Postojnska jama)

postojna-cave

หากใครจะมาที่สโลวิเนีย แล้วยังไม่มีที่เที่ยวในดวงใจแล้วละก็ เราแนะนำที่นี้เลย ถ้ำพอสตอยนา เป็นถ้ำหินงอกหินย้อยที่มีอุณหภูมิคงที่ตลอดปีอยู่ประมาณ 8-10 องศาเซลเซียส โดยขับย้อนลงไปทางใต้เฉียดลุบลิยานาลงไป ที่นี่คือถ้ำสำหรับเที่ยวชมได้ ( Show Cave) ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป เป็นถ้ำเดียวในโลกที่มีรถไฟฟ้าใต้ดินใช้ในการเดินทางและภายในถ้ำ มีผู้คนเข้าชมมากกว่า 35 ล้านคน ตลอดระยะเวลา 200 ปีที่ผ่านมา ส่วนอายุจริงของถ้ำก็ประมาณครึ่งล้านปี

ความมหัศจรรย์ของหินงอกหินย้อยภายในถ้ำคือ การเติบโตช่วงเชื่องช้ายาวนาน กว่าจะงอกได้ 1 mm ต้องใช้เวลานานถึง 140 ปี และคิดดูว่าที่เราเห็นอยู่กันตลอดระยะทาง 5 กิโลเมตร (นั่งรถไฟสลับการกับการเดินทางที่เขาจัดไว้) ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ แล้วยังมีบางส่วนที่ไม่ได้เปิดให้เข้าชม เราถึงระยะทางมากกว่า 20 กิโลเมตร

การเที่ยวชมถ้ำเริ่มจากการนั่งรถไฟเข้าไปก่อน อุโมงค์แรกที่ผ่านเข้าไปนั้นไม่ใช่สิ่งธรรมชาติที่สร้างจุดเริ่มต้นของแท้ คือบริเวณอุโมงค์ดำๆ ที่เปื้อนเขม่าซึ่งเป็นผลจากการที่คลังน้ำมันระเบิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชื่อเรียกส่วนต่างๆตามลำดับ เช่น bell room เป็นโถงกว้างขวางโอ่อ่าเอาไว้จัดงานต่างๆมาเป็นร้อยปีแล้ว Russian Bridge ได้ชื่อจากการที่ทหารรัสเซียเป็นคนช่วยสร้างสะพานข้ามไปสู่ส่วน beautiful Gallerlly

ต่อมาด้วย Spaghetti Hall ที่มองขึ้นไปเห็นหินงอกหินย้อยยาวบางๆจำนวนมากคล้ายเส้นสปาเก็ตตี้ห้อยลงมาจากเพดาน จึงได้ตั้งชื่อตามนั้นจากนั้น จากนั้นเป็น White Hall เหนือขึ้นบนหิน Red Hall และ Brilliant Passage  เป็นช่วงทางเดินที่สวยงามที่สุดในถ้ำ เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้พบกับปลาที่แปลกประหลาด เรียกว่าปลาคน ( Human Fish )ที่อยู่ได้โดยไม่ต้องกินอาหารถึง 10-12 ปี มีหูอยู่ข้างเดียวไม่ได้ยื่นออกมา อาศัยอยู่ในถ้ำใต้ดิน เขามีเลี้ยงไว้ให้ดูในตู้ด้วย

Tips : หากใครที่อ่านบทความนี้จบแล้ว และอยากที่จะเดินทางไปเราก็แนะนำว่าให้สำรวจเส้นทางกันดีๆ รวมทั้งในเรื่องของค่าเงินที่มักจะผันแปรตลอดเวลา  อีกทั้งต้องดูในเรื่องของการจราจรหากใครที่อยากจะเช่ารถและขับไปชมวิวทิวทัศน์ของสโลวิเนีย เพราะกฎหมายของบ้านเราและสโลวิเนียไม่เหมือนกัน เกิดอะไรขึ้นมานักท่องเที่ยวอย่างเราๆจะพูดว่าไม่รู้เรื่องอะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็เพื่อเซฟตนเองในระดับหนึ่งด้วย และหากมีปัญหาหรือเหตุสุดวิสัยอันใด สามารถติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ + 43 (1) 478.33.35 หรือช่องทาง E-mail : embassy@thaivienna.at

 

ส่อแววล่ม นิคมฮาลาล เชียงใหม่

ส่อแววล่ม นิคมฮาลาล เชียงใหม่

หลายวันมานี้ หากใครที่ติดตามข่าว จะเห็นว่ามีคนไทยหลายกลุ่มทั้งชาวพุทธ และสงฆ์มากมายที่ออกต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคนเชียงใหม่กลับไม่ได้มองว่า นิคมฮาลาลจะนำไปสู่ความแตกแยกหรือความหวาดกลัวแต่อย่างใด หากเรามองอย่างเป็นกลางและไร้ซึ่งอคติแล้ว เราเห็นว่านิคมนี้ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจในเชียงใหม่เจริญเติบโตมากขึ้นอย่างเดียว แต่มันหมายถึงเศรษฐกิจในระดับประเทศเลยก็ว่าได้ จะเป็นอย่างไรนั้นในบทความนี้อยากให้ผู้อ่านหลายๆท่านได้อ่านและคิดตามกันค่ะ

โดยปกติแล้ว เราจะไม่ค่อยแตะต้องประเด็นเกี่ยวกับศาสนา เพราะเป็นเรื่องที่อาจกล่าวได้ว่ามันค่อนข้างจะอ่อนไหวทั้งจากคนภายนอกและคนภายในเอง และอาจนำไปสู่ความวุ่นวายได้ แต่ในประเด็นนี้ อยากให้หลายๆท่านที่มีอคติหรือไม่เข้าใจ ลองศึกษาดู และทำความเข้าใจเสียใหม่ เกี่ยวกับ “นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” ความหมายของมันก็คือ นิคมที่ผลิตสินค้าฮาลาล (อาหารที่พระเจ้าอนุมัติหรือเอาง่ายๆคือมุสลิมทานได้นั่นเอง ) ออกสู่ตลาดในประเทศและตลาดโลก เพราะฉะนั้น มันก็มีความคล้ายคลึงกับนิคมอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น นิคมอุตสาหกรรมลำพูน นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เป็นต้น ทางภาครัฐคงไม่ได้จะมาตั้งมัสยิดหรือขนประชากรมุสลิมมาอยู่ในนิคมกันหรอกค่ะ มันคือ การสร้างโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งนายทุนอาจจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน คนไทยพุทธ ต่างศาสนา หรือนักลงทุนต่างชาติก็เป็นได้ มันแตกต่างจากนโยบายของรัฐบางแห่งที่ขนผู้คนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อตั้งนิคมสร้างตนเองพัฒนา 60,000 ครอบครัว ตามมติครม. วันที่ 30 มกราคม ปี พ.ศ.2504

แต่การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมก็นำไปสู่การพัฒนาและยังนำไปสู่การจ้างงานในพื้นที่เหล่านั้น ถ้าจะต่อต้าน ลองตัดประเด็นด้านศาสนาออกไป และไปต่อต้านในประเด็นสิ่งแวดล้อมก็น่าสนใจดีมากกว่ามั้ย? เพราะการสร้างนิคมในทุกพื้นที่ย่อมทำให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นธรรมดา

987

“นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” จะแปลกปะหลาดกว่านิคมอื่นๆตรงที่ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมา จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ฮาลาล ตามมาตรฐานฮาลาลสากล ออกสู่ตลาดโลกได้ ดังนั้นจึงเป็นนิคมที่แยกออกมา และเป็นระบบปิด (มุสลิมไม่ใช่แค่ไม่กินหมู แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ เช่น ผลิตภัณฑ์จำพวกเยลลี่จะต้องทำมาจากเจลาตินที่ฮาลาล เจลาตินนั้นสกัดได้จากกระดูกและหนังสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู เป็นต้น) หรือตัวอย่างเช่น บริษัท สหพัฒนพิบูลอยากจะทำผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีตราฮาลาลไว้จำหน่ายแก่คนในประเทศที่ต้องการบริโภคสินค้าฮาลาลและตลาดมุสลิมโลก (โดยประมาณ 1,600 ล้านคน) ก็มาตั้งโรงงานในนิคมนี้ ปัจจุบันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 72% ของตลาดโลก ก็คือ indomie ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งก็มีตราฮาลาลเช่นกัน จำหน่ายให้ทั้งคนทั่วไปและมุสลิม อย่ามองว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีไว้จำหน่ายเฉพาะมุสลิมเชียวนะค่ะ แต่ความนิยมรับประทานผลิตภัณฑ์ฮาลาลของคนทั่วไปอาจทำให้ตลาดมุสลิมกลายเป็นตลาดหลักที่มีความจำเป็นต่อการบริโภคเลยก็ได้

ลองศึกษาเพิ่มเติมดู ณ วันนี้ลองไปเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ คุณจะเห็นผลิตภัณฑ์ฮาลาลมากมายวางจำหน่ายอยู่บนชั้น เพียงแต่คุณไม่ได้สังเกตเท่านั้นเอง จะโกรธจะเกลียดอิสลามก็ทำได้เต็มที่ไม่มีใครว่า  แต่สุดท้ายคนพวกนี้ก็ต้องบริโภคอยู่ดี ถ้าคุณเกลียดอิสลาม แต่คุณขายอาหารฮาลาลให้เค้า คุณก็ได้เงินอยู่ดีหรือคุณจะไม่ทำ แล้วให้ประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี มาเล เค้าทำกัน เพียงเพราะอคติทางศาสนาที่คุณมี แล้วคุณจะได้อะไรขึ้นมา ? จริงมั้ย ?

สถานีท่องเที่ยวเชียงใหม่แต่ละอำเภอ

อาหารอร่อย ธรรมชาติสวยสดงดงาม วัดวาอารามน่ายลมากมาย ผู้คนน่ารัก อาจจะไม่ใช่คำขวัญของจังหวัดไหน แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทำให้เรากลับนึกถึงจังหวัดในทางภาคเหนือ โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่เป็นปลายทางของการท่องเที่ยวที่น่าสนใจเลยทีเดียว ที่เที่ยวจังหวัดเชียงใหม่มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนก็ตามจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในลิสต์ที่คนเดินทางไปเยี่ยมเยือนอยู่ตลอดทั้งปี ถึงแม้ระยะทางจะไกลจากเมืองหลวงค่อนข้างมากก็ตามแต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหาอะไรเลย หากมีใจรักในการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่มีทุกสิ่งครบครันสำหรับคนที่ต้องการพักผ่อน หรือใครที่ชอบแสงสีในยามค่ำคืนในจังหวัดเชียงใหม่ก็คึกคักไม่แพ้เมืองกรุง  เชียงใหม่มีทั้งหมด  25 อำเภอ แต่ละอำเภอมีสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นไม่แพ้กันเลย จะมีอำเภอไหนน่าเที่ยว ขยับมาใกล้จออีกนิดถูกใจที่ไหนกด likeแล้วเก็บไว้ในลิสต์ท่องเที่ยวกันได้เลย นะครับ

1.อ.แม่แจ่ม

อำเภอแม่แจ่มจะห่างจากตัวเมืองราวประมาณ 156 กิโลเมตร ในอำเภอนี้จะขึ้นชื่อมากที่สุดก็ต้องเป็นนาขั้นบันได ที่สวยไม่แพ้ที่ใดในโลกนี้ ซึ่งนาขั้นบันไดที่แม่แจ่มมีอยู่ด้วยกันหลายหมู่บ้านเหมือนกัน เช่น บ้านป่าปงเปียง บ้านกองกาน บ้านแม่ปาน  บ้านแม่ศึก และบ้านแม่แขก แต่ละแห่งจะมีความสวยสดงดงามที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์กันออกไป

2.อ.แม่ริม

อำเภอแม่ริมเป็นอำเภอที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเชียงใหม่มากนัก ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร คุณก็จะได้พบกับความสวยสดงดงามของธรรมชาติ ทะเลหมอกในยามเช้า สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตก็คงหนีไม่พ้น ดอยม่อนแจ่ม ซี่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาในโครงการหลวงหนองหอย เป็นเป็นดอยที่ห้อมล้อมไปด้วยความสวยงามของทะเลหมอกและดินแดนแห่งขุนเขารายล้อม สุดแสนจะสบายใจกับดอกไม้นานาพันธุ์ที่ออกดอกชูช่อรอนักท่องเที่ยวไปชื่นชมความสวยที่งดงาม

3.อ.สะเมิง

อำเภอสะเมิงเป็นเมืองแห่งสตรอร์เบอร์รี่คุณจะมีความสุขทุกครั้งเมื่อได้เห็นสองข้างทางที่พ่อค้าแม่ค้าต่างขนพืชผลมาวางจำหน่ายในเพิงเล็กๆ โดยเฉพาะฤดูกาลของสตรอว์เบอร์รีในช่วงฤดูหนาวนั้นเองสตรอว์เบอร์รีจะมีสีสดวางเรียงรายน่าซื้อกลับให้เต็มรถเลย ไปสะเมิงทั้งทีก็ต้องแวะเที่ยวที่ไร่สตอเบอร์รี่เลย โดยเฉพาะ ไร่วงศ์วาน ไร่สตรอว์เบอร์รีปลอดสารพิษ ที่อยู่ท่ามกลางหุบเขา แถมยังมีบ้านพักให้บริการ ตื่นเช้ามาดูทะเลหมอกสีสวยงามแถมสูดอากาศให้เต็มปอด แล้วเดินทอดน่องไปเก็บสตรอว์เบอร์รี เชื่อว่าใครอ่านถึงบรรทัดนี้ต้องเคลิ้มแบบที่เรากำลังเป็นอยู่แน่นอนครับ

4.อ.แม่ออน

อำเภอแม่ออนเป็นอำเภอขนาดเล็กๆ ที่ตั้งอยู่รอบนอกของเมืองเชียงใหม่ แต่สถานที่ท่องเที่ยวนั้นก็มีให้เที่ยวอยู่เหมือนกัน เช่น สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่กำลังได้รับการพูดถึงมากอีกที่หนึ่งนั่นก็คือ โครงการหลวงตีนตก ที่เป็นอีกศูนย์ฯ หนึ่งที่เกิดจากน้ำพระทัยและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราพระองค์ได้ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ประมาณ 300,000 บาท สำหรับก่อสร้างศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก เพื่อเป็นแหล่งพัฒนา สาธิต และส่งเสริมการเพาะเห็ดหอม และกาแฟให้เป็นอาชีพเสริมให้แก่ราษฎรนอกเหนือจากการปลูกเมี่ยงและอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากโครงการหลวงตีนตก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดชิคที่กำลังมาแรงในตอนนี้ต้องยกให้ The Giant Chiangmai ร้านกาแฟสุดเท่ที่อยู่บนต้นไม้ใหญ่ ต้องเดินข้ามสะพานไม้ไปยังบริเวณร้าน มีกิจกรรมน่าตื่นเต้นให้สนุกกันและที่สำคัญบ้านพักเปิดใหม่วิวภูเขาสุดฟินที่ใครเห็นต้องอยากเช็คอินลากกระเป๋าเข้าไปพักสักคืนครับ

แต่ละอำเภอของเชียงใหม่ก็มีสถานที่เที่ยวให้ท่านได้ไปเที่ยวและเก็บภาพประทับใจกันนะครับ ถ้ามาเที่ยวเชียงใหม่แล้วไม่ลองแวะไปเที่ยวดูก็ถือว่าไม่คุ้มนะครับ