7 ขอควรรู้ ก่อนเข้าเฝ้า น้อมถวายความอาลัย

7 ขอควรรู้ ก่อนเข้าเฝ้า น้อมถวายความอาลัย

หากใครที่จะไปเข้าเฝ้า น้อมถวายความอาลัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้ก่อนไปคือสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

เนื่องด้วยสำนักพระราชวัง มีการประกาศเผยแพร่ เรื่อง การถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ  โดย พระราชทานพระราชานุญาติให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าฯ กราบถวายบังคมพระบรมศพ ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ครบแล้ว 15 วัน แต่ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้ประกาศเลื่อนการเปิดให้ประชาชนเข้าเฝ้าฯ โดยกำหนดเป็นวันที่ 29 ต.ค. 59 เวลา 09.00-16.00 น. จากเดิมที่ให้เข้าในช่วงบ่ายของวันที่ 28 ต.ค. 59 วันนี้ เราจึงขอมาแนะนำการเตรียมตัวสำหรับประชาชนทั่วไปที่จะเข้าเฝ้าฯ น้อมถวายความอาลัยพระบรมศพ ซึ่งมีดังตอไปนี้

  1. ควรศึกษาเส้นทางการเดินทาง โดยรถสาธารณะ เรือโดยสารสาธารณะ รวมทั้งรถที่เอกชน-ประชาชนร่วมกันจัดให้บริการแก่ประชาชน หากเป็นไปได้ท่านไม่ควรนำรถส่วนตัวเข้าไปในพื้นที่เขตพระนครชั้นใน  ใกล้กับพระบรมมหาราชวัง เนื่องจากมีที่จอดรถจำนวนจำกัด และอาจกีดขวางการจราจร
  2. สำหรับการแต่งกาย กางเกงรัดรูป กางเกงขาด และกางเกงปะ ใส่เข้าไปไม่ได้ สำหรับเสื้อไม่มีแขนห้ามใส่ แต่เสื้อยืดคอกลมมีแขน ไม่มีปกสามารถใส่ได้
  3. ส่วนรองเท้า ถ้าใครใส่รองเท้าแตะหรือว่ารองเท้ารัดส้น สามารถใส่ไปได้ แต่ว่าก่อนเข้าไปไหว้ท่าน ต้องถอดวางด้านนอก ถ้าเป็นหุ้มส้นใส่เข้าไปได้เลย ส่วนใครที่ไม่สะดวกหุ้มส้น ก็ใส่แตะหรือรัดส้นได้ เอาถุงไปเผื่อใส่รองเท้าไว้ด้วยก็ดี ถ้ากลัวหาย
  4. ควรเตรียมร่างกายให้พร้อม และสิ่งของประจำตัว เนื่องจากการเข้าเฝ้าฯถวายบังคมพระบรมศพ มีประชาชนหลั่งไหลเข้าพระบรมมหาราชวังเป็นจำนวนมาก ควรเตรียมผ้าเช็ดหน้า ยาดม ยาหอม พัดมือ ร่มหรือหมวก รวมถึงน้ำดื่มไปด้วย
  5. ควรสอบถามข้อมูลจากเจ้าพนักงาน และเข้าแถวให้เป็นระเบียบ สำหรับประชาชนที่เดินทางเข้าเฝ้าถวายบังคมพระบรมศพ ควรจะสอบถามเจ้าหน้าที่ หรือผู้ที่ไปร่วมสักการะในบริเวณนั้นเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาและจะได้เข้าคิวได้อย่างเป็นระเบียบและถูกต้อง
  6. เมื่อตอนเข้าไปไหว้ท่าน เจ้าหน้าที่จะให้ยืดแขนและแตะไหล่คนที่อยู่ด้านหน้า ให้ทำตาม เพราะไม่งั้นจะไม่มีที่ว่างพอให้เราได้ก้มกราบ เพราะคนจะเยอะมากๆๆ แต่การจัดการจะค่อนข้างไว พอเข้าไปแล้วไม่รอนาน
  7. สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การหยิบยื่นน้ำใจให้แก่กัน ไม่ทำให้พื้นที่นั่นสกปรก และช่วยกันรักษาความสะอาดในสถานที่ หากพบเจอเศษขยะ รวมถึงไม่ควรจุดเทียนถวายอาลับที่บริเวณกำแพงพระบรมมหาราชวังโดยเด็ดขาด เพราะอาจเกิดรอยไหม้ได้ ตามที่ในข่าวประจำวัน

ส่อแววล่ม นิคมฮาลาล เชียงใหม่

ส่อแววล่ม นิคมฮาลาล เชียงใหม่

หลายวันมานี้ หากใครที่ติดตามข่าว จะเห็นว่ามีคนไทยหลายกลุ่มทั้งชาวพุทธ และสงฆ์มากมายที่ออกต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นคนเชียงใหม่กลับไม่ได้มองว่า นิคมฮาลาลจะนำไปสู่ความแตกแยกหรือความหวาดกลัวแต่อย่างใด หากเรามองอย่างเป็นกลางและไร้ซึ่งอคติแล้ว เราเห็นว่านิคมนี้ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจในเชียงใหม่เจริญเติบโตมากขึ้นอย่างเดียว แต่มันหมายถึงเศรษฐกิจในระดับประเทศเลยก็ว่าได้ จะเป็นอย่างไรนั้นในบทความนี้อยากให้ผู้อ่านหลายๆท่านได้อ่านและคิดตามกันค่ะ

โดยปกติแล้ว เราจะไม่ค่อยแตะต้องประเด็นเกี่ยวกับศาสนา เพราะเป็นเรื่องที่อาจกล่าวได้ว่ามันค่อนข้างจะอ่อนไหวทั้งจากคนภายนอกและคนภายในเอง และอาจนำไปสู่ความวุ่นวายได้ แต่ในประเด็นนี้ อยากให้หลายๆท่านที่มีอคติหรือไม่เข้าใจ ลองศึกษาดู และทำความเข้าใจเสียใหม่ เกี่ยวกับ “นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” ความหมายของมันก็คือ นิคมที่ผลิตสินค้าฮาลาล (อาหารที่พระเจ้าอนุมัติหรือเอาง่ายๆคือมุสลิมทานได้นั่นเอง ) ออกสู่ตลาดในประเทศและตลาดโลก เพราะฉะนั้น มันก็มีความคล้ายคลึงกับนิคมอุตสาหกรรมทั่วไป เช่น นิคมอุตสาหกรรมลำพูน นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เป็นต้น ทางภาครัฐคงไม่ได้จะมาตั้งมัสยิดหรือขนประชากรมุสลิมมาอยู่ในนิคมกันหรอกค่ะ มันคือ การสร้างโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งนายทุนอาจจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีน คนไทยพุทธ ต่างศาสนา หรือนักลงทุนต่างชาติก็เป็นได้ มันแตกต่างจากนโยบายของรัฐบางแห่งที่ขนผู้คนจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้เพื่อตั้งนิคมสร้างตนเองพัฒนา 60,000 ครอบครัว ตามมติครม. วันที่ 30 มกราคม ปี พ.ศ.2504

แต่การลงทุนนิคมอุตสาหกรรมก็นำไปสู่การพัฒนาและยังนำไปสู่การจ้างงานในพื้นที่เหล่านั้น ถ้าจะต่อต้าน ลองตัดประเด็นด้านศาสนาออกไป และไปต่อต้านในประเด็นสิ่งแวดล้อมก็น่าสนใจดีมากกว่ามั้ย? เพราะการสร้างนิคมในทุกพื้นที่ย่อมทำให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นธรรมดา

987

“นิคมอุตสาหกรรมฮาลาล” จะแปลกปะหลาดกว่านิคมอื่นๆตรงที่ ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมา จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ฮาลาล ตามมาตรฐานฮาลาลสากล ออกสู่ตลาดโลกได้ ดังนั้นจึงเป็นนิคมที่แยกออกมา และเป็นระบบปิด (มุสลิมไม่ใช่แค่ไม่กินหมู แต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอีกเยอะ เช่น ผลิตภัณฑ์จำพวกเยลลี่จะต้องทำมาจากเจลาตินที่ฮาลาล เจลาตินนั้นสกัดได้จากกระดูกและหนังสัตว์ เช่น วัว ควาย หมู เป็นต้น) หรือตัวอย่างเช่น บริษัท สหพัฒนพิบูลอยากจะทำผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีตราฮาลาลไว้จำหน่ายแก่คนในประเทศที่ต้องการบริโภคสินค้าฮาลาลและตลาดมุสลิมโลก (โดยประมาณ 1,600 ล้านคน) ก็มาตั้งโรงงานในนิคมนี้ ปัจจุบันบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 72% ของตลาดโลก ก็คือ indomie ของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งก็มีตราฮาลาลเช่นกัน จำหน่ายให้ทั้งคนทั่วไปและมุสลิม อย่ามองว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีไว้จำหน่ายเฉพาะมุสลิมเชียวนะค่ะ แต่ความนิยมรับประทานผลิตภัณฑ์ฮาลาลของคนทั่วไปอาจทำให้ตลาดมุสลิมกลายเป็นตลาดหลักที่มีความจำเป็นต่อการบริโภคเลยก็ได้

ลองศึกษาเพิ่มเติมดู ณ วันนี้ลองไปเดินตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ คุณจะเห็นผลิตภัณฑ์ฮาลาลมากมายวางจำหน่ายอยู่บนชั้น เพียงแต่คุณไม่ได้สังเกตเท่านั้นเอง จะโกรธจะเกลียดอิสลามก็ทำได้เต็มที่ไม่มีใครว่า  แต่สุดท้ายคนพวกนี้ก็ต้องบริโภคอยู่ดี ถ้าคุณเกลียดอิสลาม แต่คุณขายอาหารฮาลาลให้เค้า คุณก็ได้เงินอยู่ดีหรือคุณจะไม่ทำ แล้วให้ประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี มาเล เค้าทำกัน เพียงเพราะอคติทางศาสนาที่คุณมี แล้วคุณจะได้อะไรขึ้นมา ? จริงมั้ย ?